Apple เปิดตัว iPad Air รุ่น 11 นิ้ว ที่ออกแบบใหม่ และรุ่น 13 นิ้ว แบบใหม่หมด มาพร้อมชิป M2

Apple ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ iPad Air รุ่น 11 นิ้ว และ iPad Air รุ่น 13 นิ้ว ในงาน Apple Event “Let loose” พร้อมปรับเพิ่มความสามารถด้าน AI, กล้องหน้าใหม่ในแนวนอน และ Wi-Fi ที่เร็วขึ้น รวมถึงการรองรับ Apple Pencil Pro และใช้ชิป Apple M2 โดยรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ 6 สำหรับ iPad Air

iPad Air มาในสองขนาดรุ่น 11 นิ้ว และรุ่น 13 นิ้ว

iPad Air รุ่น 11 นิ้ว ที่ออกแบบใหม่นั้นพกพาสะดวกสุดๆ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำงานให้เสร็จในระหว่างเดินทาง ส่วนผู้ใช้ที่ต้องการจอภาพที่ใหญ่ขึ้นก็สามารถเลือก iPad Air รุ่น 13 นิ้วใหม่ ซึ่งมีพื้นที่หน้าจอมากกว่ารุ่น 11 นิ้ว ถึง 30% จอภาพอันกว้างขวางทำให้ผู้ใช้มีพื้นที่มากกว่าเดิมในการจดบันทึกไอเดียลงในแอปอย่าง Freeform หรือดูหลายแอปพร้อมกันโดยใช้ Split View ใน iPadOS ทั้งสองรุ่นมาพร้อมจอภาพสุดล้ำในดีไซน์ Liquid Retina, การเคลือบหน้าจอป้องกันแสงสะท้อน, เทคโนโลยี True Tone, ความสว่างสูง และรองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 คอนเทนต์ต่างๆ จึงสวยสดงดงามและเต็มอิ่มอย่างน่าทึ่ง ขณะที่ข้อความก็ดูคมชัดในทุกสภาพแสง

กล้องหน้าในแนวนอน

วันนี้ กล้องหน้าอัลตร้าไวด์ 12MP บน iPad Air ที่ออกแบบใหม่ได้ย้ายมาอยู่บนขอบแนวนอน โดยมาพร้อมคุณสมบัติจัดให้อยู่ตรงกลาง ซึ่งใช้การเรียนรู้ของระบบ (ML) เพื่อปรับให้ทุกคนอยู่ในเฟรมโดยอัตโนมัติ ต้องบอกเลยว่าตำแหน่งกล้องใหม่นี้ยอดเยี่ยมมาก เพราะอยู่ในแนวที่ผู้ใช้ iPad Air ใช้งานบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวผ่าน FaceTime หรือเข้าร่วมการประชุมผ่านวิดีโอในขณะที่ใช้งานคีย์บอร์ดบน iPad Air ไปด้วย ขณะที่กล้องหลังไวด์ 12MP บน iPad Air นั้นสามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงและวิดีโอระดับ 4K ที่มีรายละเอียดครบครันพร้อมการรองรับสโลว์โมชั่น ที่ 240 fps ไมโครโฟนคู่ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับกล้องอย่างลงตัว โดยสามารถบันทึกเสียงจากกล้องที่ใช้งานอยู่ และลดเสียงรบกวนรอบข้างให้เหลือน้อยที่สุด iPad Air ใหม่ยังมีลำโพงสเตอริโอในแนวนอนพร้อมระบบเสียงตามตำแหน่งอีกด้วย โดยรุ่น 13 นิ้วจะให้คุณภาพเสียงที่ดียิ่งขึ้นพร้อมเบสที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งเหมาะกับการฟังเพลงและดูวิดีโออย่างเพลิดเพลิน

ประสิทธิภาพที่จัดเต็มยิ่งกว่าเดิมด้วยชิป M2

ชิป M2 ยกระดับประสิทธิภาพของ iPad Air แบบครั้งใหญ่ด้วย CPU แบบ 8-core และ GPU แบบ 10-core ที่เร็วยิ่งขึ้น ชิป M2 เป็นชิปอันทรงพลังที่ได้รับการปรับปรุงให้เหนือกว่าชิป M1 ในหลายๆ ด้าน จึงเรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพแบบก้าวกระโดดสำหรับผู้ที่อัปเกรดจาก iPad Air รุ่นก่อนหน้า และเมื่อรวมกับแบนด์วิดท์หน่วยความจำที่เร็วขึ้นด้วยแล้ว iPad Air ใหม่จึงเร็วกว่า iPad Air รุ่นก่อนหน้าที่มีชิป M1 เกือบ 50% สำหรับงานและการสร้างสรรค์ทุกประเภท1 และเมื่อเปรียบเทียบกับ iPad Air ที่ใช้ชิป A14 Bionic จะพบว่า iPad Air ใหม่มีประสิทธิภาพเร็วขึ้นสูงสุด 3 เท่า โดยผู้ใช้จะสัมผัสได้ถึงความเร็วของชิป M2 ในทุกๆ สิ่งที่พวกเขาทำ ตั้งแต่การสร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูดใจได้รวดเร็วกว่าที่เคยใน Affinity Designer ไปจนถึงการเล่นเกมที่เน้นกราฟิกหนักๆ อย่าง Zenless Zone Zero

อุปกรณ์ที่ทรงพลังสำหรับ AI

ชิป M2 ทำให้ iPad Air ใหม่เป็นอุปกรณ์ที่น่าทึ่งสำหรับ AI เพราะมาพร้อม Neural Engine แบบ 16-core ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเร็วกว่าชิป M1 ถึง 40% ยิ่งเมื่อผนึกกำลังกับตัวเร่งความเร็ว ML ใน CPU และ GPU ที่ทรงพลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของระบบบนอุปกรณ์ ควบคู่ไปกับสถาปัตยกรรมหน่วยความจำแบบรวมของ Apple Silicon ด้วยแล้ว iPad Air จึงมอบประสิทธิภาพด้าน AI ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งการใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพนี้นี่แหละที่ทำให้ผู้ใช้ได้เพลิดเพลินกับคุณสมบัติอันชาญฉลาดของ iPadOS เช่น ค้นดูจากภาพ ดึงตัวแบบออกจากพื้นหลัง และข้อความในภาพ iPadOS ยังมีเฟรมเวิร์กขั้นสูง เช่น Core ML ที่ช่วยให้นักพัฒนาใช้ประโยชน์จาก Neural Engine เพื่อส่งมอบคุณสมบัติด้าน AI อันทรงพลังบนอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย ระบบนิเวศที่หลากหลายของแอปยังมาพร้อมคุณสมบัติ AI สุดล้ำที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆ เช่น ใช้เครื่องมือการปรับอัตโนมัติใน Photomator เพื่อปรับแต่งภาพถ่ายด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียวโดยใช้โมเดล AI หรือวิเคราะห์ประสิทธิภาพการกีฬาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วย Onform และความสามารถในการติดตามการเคลื่อนไหว ยิ่งไปกว่านั้น iPad Air ยังรองรับโซลูชันแบบคลาวด์ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ใช้งานแอปเพื่อการทำงานและการสร้างสรรค์สุดล้ำที่อาศัยความสามารถของ AI อย่าง Microsoft Copilot สำหรับ Microsoft 365 และ Adobe Firefly ได้

การเชื่อมต่อที่เร็วขึ้นด้วย Wi-Fi 6E และ 5G

การเชื่อมต่อแบบไร้สายที่เร็วขึ้นระหว่างเดินทางช่วยให้ผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นบน iPad Air โดย iPad Air ใหม่รองรับ Wi-Fi 6E ซึ่งมาพร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 2 เท่าจากรุ่นก่อนหน้า ผู้ใช้จึงสามารถดาวน์โหลดไฟล์ เล่นเกมออนไลน์ และสตรีมภาพยนตร์ได้ ส่วนรุ่น Wi-Fi + Cellular ที่มี 5G ก็ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงไฟล์ ติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน และสำรองข้อมูลได้ในพริบตาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และ iPad Air ใหม่ในรุ่นเซลลูลาร์ยังเปิดใช้งานด้วย eSIM ซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าซิมการ์ดจริง ผู้ใช้จึงสามารถเชื่อมต่อและถ่ายโอนแผนบริการที่มีอยู่แบบดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว และจัดเก็บแผนบริการเซลลูลาร์หลายแผนไว้ในอุปกรณ์เครื่องเดียวได้ ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับแผนข้อมูลไร้สายบน iPad Air ใหม่ได้อย่างง่ายดายในกว่า 190 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดยไม่ต้องขอรับซิมการ์ดจริงจากผู้ให้บริการในพื้นที่

อุปกรณ์เสริมสุดอเนกประสงค์ รวมถึง Apple Pencil Pro

Apple Pencil Pro มาพร้อมความสามารถที่มหัศจรรย์มากยิ่งขึ้นและการโต้ตอบใหม่ๆ อันทรงพลังที่จะยกระดับประสบการณ์ Apple Pencil ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เซ็นเซอร์ใหม่ที่อยู่ในด้ามสามารถรับรู้เมื่อผู้ใช้บีบ และจะแสดงชุดเครื่องมือเพื่อให้ผู้ใช้สลับเครื่องมือ น้ำหนักเส้น และสีได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้โดยไม่รบกวนกระบวนการสร้างสรรค์ ส่วนเอนจิ้นแบบสั่นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะจะสั่นเบาๆ เพื่อยืนยันเมื่อผู้ใช้บีบ แตะสองครั้ง หรือคลิกไปที่ Smart Shape เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่เป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมีไจโรสโคปที่ให้ผู้ใช้หมุน Apple Pencil Pro เพื่อควบคุมเครื่องมือที่ใช้อยู่ได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่หมุนด้ามก็สามารถเปลี่ยนแนวของเครื่องมือประเภทปากกาและแปรงรูปทรงต่างๆ ได้เช่นเดียวกับการใช้ปากกาและกระดาษจริงๆ และยังสามารถใช้การยกปลาย Apple Pencil เพื่อดูแนวการหมุนของเครื่องมือได้อย่างแม่นยำก่อนจะลงมือเขียนอีกด้วย

คุณสมบัติสุดล้ำทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ใช้ Apple Pencil Pro สามารถถ่ายทอดไอเดียให้ออกมาโลดแล่นด้วยวิธีใหม่ๆ อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ส่วนนักพัฒนาก็สามารถสร้างวิธีการโต้ตอบในแบบของตัวเองได้ด้วย Apple Pencil Pro ยังรองรับแอปค้นหาของฉัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับ Apple Pencil ผู้ใช้จึงตามหา Apple Pencil Pro ของตัวเองได้หากเผลอวางไว้ผิดที่ผิดทาง ทั้งยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซแบบแม่เหล็กใหม่สำหรับจับคู่ ชาร์จ และจัดเก็บไว้ด้านข้างของ iPad Air อีกด้วย นอกจากนั้น iPad Air ยังรองรับ Apple Pencil (USB-C) ซึ่งเหมาะสำหรับการจดโน้ต สเก็ตช์ ใส่คำอธิบายประกอบ เขียนบันทึก และอีกมากมายในราคาที่คุ้มค่า

iPad Air ใช้งานได้กับ Magic Keyboard ซึ่งมาพร้อมดีไซน์แบบยกลอย แทร็คแพดในตัว และคีย์บอร์ดแบบแบ็คไลท์ Smart Folio ใหม่สำหรับ iPad Air จะยึดติดกับอุปกรณ์ด้วยแม่เหล็ก และวันนี้ยังรองรับมุมในการมองที่หลากหลายยิ่งขึ้นเพื่อความยืดหยุ่นที่เพิ่มมากขึ้น โดย Smart Folio ใหม่มีให้เลือกในสีเทาชาร์โคล สีม่วงอ่อน สีฟ้าเดนิม และสีเขียวเสจ ซึ่งเข้ากันกับสีของ iPad Air อย่างลงตัว

พลังของ iPadOS

iPadOS 17 มาพร้อมการปรับแต่งในระดับใหม่ๆ และความอเนกประสงค์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของ iPad Air ไปอีกขั้น

ระบบนิเวศที่หลากหลายของแอป

iPad Air ยังมาพร้อมกับแอปที่ยอดเยี่ยมในตัว เช่น Freeform, โน้ต, iMovie, GarageBand, รูปภาพ และชุดแอปเพื่อการทำงานของ iWork เช่น Pages, Numbers และ Keynote ขณะที่ Logic Pro สำหรับ iPad 2 และ Final Cut Pro สำหรับ iPad 2 ก็มาพร้อมคุณสมบัติใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยน iPad Air ให้กลายเป็นขุมพลังสร้างสรรค์ที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น2 Logic Pro ซึ่งจะพร้อมให้ใช้งานในวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคมนี้ มาพร้อมประสบการณ์ระดับมืออาชีพสุดล้ำสำหรับการแต่งเพลง การสร้างบีท การผลิต และการมิกซ์เสียง ด้วยคุณสมบัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI อันทรงพลัง รวมถึง Session Players, ChromaGlow และ Stem Splitter และภายในปีนี้ Final Cut Pro จะเปลี่ยน iPad ให้กลายเป็นที่สุดของสตูดิโอโปรดักชั่นเคลื่อนที่ด้วย Live Multicam ที่สามารถควบคุมและบันทึกด้วย iPhone หรือ iPad สูงสุดสี่เครื่องโดยใช้ Final Cut Camera3, การรองรับโปรเจ็กต์ภายนอก4 และคอนเทนต์ใหม่ๆ อีกมากมาย ขณะเดียวกันก็ยังมีแอปอีกมากกว่าล้านแอปใน App Store ผู้ใช้ iPad Air จึงแน่ใจได้เลยว่าจะมีแอปสำหรับอะไรก็ตามที่พวกเขาอยากทำเสมอ ตั้งแต่การทำงานไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำ

ดีต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น

iPad Air ใหม่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อย่างการใช้อะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ในตัวเครื่อง ใช้แร่โลหะหายากรีไซเคิล 100% ในแม่เหล็กทุกชิ้น รวมถึงใช้ทองคำและตะกั่วบัดกรีรีไซเคิล 100% ในการเคลือบแผงวงจรพิมพ์หลายชิ้น และ iPad Air ใหม่ ยังได้มาตรฐานระดับสูงของ Apple ด้านการประหยัดพลังงาน อีกทั้งยังปลอดสารปรอท สารหน่วงการติดไฟกลุ่มโบรมีน และ PVC ในขณะที่บรรจุภัณฑ์ใช้เยื่อไม้เป็นหลัก 100% ซึ่งทำให้ Apple เข้าใกล้เป้าหมายในการขจัดพลาสติกออกจากบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2025 มากยิ่งขึ้น

วันนี้ Apple มีความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับการดำเนินงานในระดับองค์กรทั่วโลก และเราวางแผนที่จะทำให้ซัพพลายเชนในการผลิตทั้งหมดรวมถึงอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 ด้วย

ราคาและการวางจำหน่าย Apple iPad Air รุ่น 11 นิ้ว และ iPad Air รุ่น 13 นิ้ว ชิป M2

Exit mobile version